ช่วงเมษายน–พฤษภาคม 2569 ธนาคารกลางรายใหญ่ส่วนใหญ่เลือกคงดอกเบี้ย แทนที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยตามที่ตลาดเคยคาด ความกังวลหลักคือเงินเฟ้อรอบสอง: น้ำมันแพงอาจดันค่าน้ำมัน ค่าขนส่ง ความคาดหวังเงินเฟ้อ และต้นทุนนำเข้า โดยเฉพาะประเทศที่ค่าเงินอ่อน หากความขัดแย้งคลี่คลายและราคาน้ำมันถอยลง การลดดอกเบี้ยอาจกลับมาได้ แต่ถ้าการหย...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How are major central banks responding to renewed inflation pressures from the Iran–U.S. war, and why are policymakers in the U.S., Europe,. Article summary: Major central banks are mostly abandoning near-term rate-cut plans because the Iran–U.S. war has turned the inflation outlook into a new energy-price shock. The common response is to hold rates for longer, keep policy gu. Topic tags: general, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "Officials from the Bank of England are expected to join a meeting of the government’s emergency Cobra committee on Tuesday. The world’s most powerful central banks are poised to ho" source context "G7 central banks poised to hold borrowing costs amid concerns over prolonged Iran war | Inflation | The Guardian" Ref
คำตอบสั้น ๆ คือ ธนาคารกลางไม่ได้ตอบสนองต่อสงครามอิหร่านด้วยการเริ่ม “รอบขึ้นดอกเบี้ยใหม่” พร้อมกันทั่วโลก สิ่งที่เกิดขึ้นในทันทีคือท่าทีเชิงป้องกันมากกว่า: เลื่อนการลดดอกเบี้ย คงดอกเบี้ยไว้ก่อน และรอหลักฐานว่าช็อกราคาพลังงานจะไม่แพร่ไปเป็นเงินเฟ้อวงกว้าง
รายงานของ Reuters ที่เผยแพร่ช่วงต้นเดือนพฤษภาคมระบุว่า สงครามอิหร่านทำให้ธนาคารกลางรายใหญ่จำนวนมากหยุดนิ่งในเดือนเมษายน โดย 6 ธนาคารกลางที่ดูแลสกุลเงินในกลุ่ม 10 สกุลเงินที่มีการซื้อขายมากที่สุดของโลกเลือกคงดอกเบี้ย ได้แก่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Federal Reserve, ธนาคารกลางยุโรป, ธนาคารกลางอังกฤษ, ธนาคารกลางแคนาดา, ธนาคารกลางญี่ปุ่น และธนาคารกลางนิวซีแลนด์
เหตุผลไม่ซับซ้อน: ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอาจดูเหมือนช็อกชั่วคราวในตอนแรก แต่ถ้ากระทบความคาดหวังเงินเฟ้อ ค่าขนส่ง ต้นทุนผลิต หรือราคานำเข้า ธนาคารกลางจะมองข้ามได้ยากขึ้น Dallas Fed ระบุว่า การปะทุของสงครามอิหร่านรบกวนการส่งออกน้ำมันและผลิตภัณฑ์กลั่นจากตะวันออกกลาง ดันราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันเบนซินค้าปลีกขึ้น และทำให้เกิดความกังวลว่าครัวเรือนอาจปรับความคาดหวังเงินเฟ้อสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะที่ธนาคารกลางแคนาดาอธิบายปัญหาไว้อย่างตรงไปตรงมาในเดือนมีนาคมว่า เงินเฟ้อแคนาดาอยู่ใกล้เป้าหมาย 2% แต่สงครามอิหร่านกำลังดันราคาน้ำมันสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้ความเสี่ยงเงินเฟ้อเอียงขึ้น แม้เศรษฐกิจอ่อนแอยังเป็นเรื่องน่าห่วง
ท่าทีระยะสั้นของ Fed คือ “อดทนรอ” ธนาคารกลางสหรัฐฯ คงกรอบอัตราดอกเบี้ย federal funds ที่ 3.50%–3.75% ในช่วงปลายเดือนเมษายน โดยรายงานระบุว่าเงินเฟ้อที่ยังสูงและราคาพลังงานโลกที่เพิ่มขึ้นเป็นเหตุผลสำคัญของการพัก รายงานของ Reuters ยังระบุด้วยว่า เจ้าหน้าที่ Fed เตือนว่าความขัดแย้งในอิหร่านอาจทำให้เงินเฟ้อแย่ลงและเลื่อนการลดดอกเบี้ย โดยเฉพาะหากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นลามไปเป็นแรงกดดันต่อซัพพลายเชน
จุดแยกสำคัญคือ น้ำมันแพง “ครั้งเดียว” กับน้ำมันแพง “นานพอจะลาม” ไม่เหมือนกัน ราคาน้ำมันเบนซินที่เพิ่มขึ้นชั่วคราวอาจดันเงินเฟ้อทั่วไปเพียงไม่กี่เดือน แต่ถ้าพลังงานแพงต่อเนื่อง ก็อาจกระทบเงินเฟ้อพื้นฐานผ่านค่าขนส่ง ค่าเดินทางทางอากาศ ต้นทุนการผลิต และความคาดหวังเงินเฟ้อ Dallas Fed ชี้ทั้งช่องทางตรงจากราคาน้ำมันเบนซิน และความเสี่ยงที่ความคาดหวังเงินเฟ้อของครัวเรือนจะขยายผลของช็อกตั้งต้น
สำหรับ ECB และ BoE ปัญหาไม่ได้มีแค่เงินเฟ้อ แต่คือการผสมกันอย่างไม่สบายใจระหว่างราคาพลังงานสูงกับเศรษฐกิจที่มีสัญญาณชะลอ รายงานก่อนการประชุมช่วงปลายเมษายนระบุว่า Fed, ECB และ BoE ถูกคาดว่าจะคงดอกเบี้ยต่อไป เพราะราคาพลังงานพุ่งขึ้นพร้อมกับความกังวลเศรษฐกิจชะลอตัว
ตลาดการเงินขยับเร็วมาก รายงาน Reuters ที่เผยแพร่ผ่านสถานีวิทยุในสหรัฐฯ ระบุว่า ตลาดเงินเพิ่มการเดิมพันว่า ECB, ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ และธนาคารกลางสวีเดนอาจขึ้นดอกเบี้ยก่อนสิ้นปี ขณะที่ BoE ถูกมองว่าอาจตามมาในภายหลัง The Economic Times ยังอ้างมุมมองของ Robeco ว่าการหยุดชะงักของน้ำมันดิบกำลังบังคับให้ธนาคารกลางบางแห่งเลื่อนการผ่อนคลายออกไป ขณะที่บางแห่งต้องชั่งน้ำหนักการขึ้นดอกเบี้ยที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้คาดไว้ โดยในฉากทัศน์หนึ่ง Robeco ระบุว่า ECB อาจขึ้นดอกเบี้ย 25 เบสิสพอยต์ หรือ 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ ในเดือนมิถุนายนและกันยายน หากราคาน้ำมัน Brent อยู่ใกล้ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ฝั่งอังกฤษ เรื่องนี้ยังไม่ชัดว่าเป็นสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยระยะใกล้ แต่ชัดเจนว่าทำให้ BoE ต้องระวังมากขึ้น เพราะช็อกพลังงานสามารถดันเงินเฟ้อขึ้นพร้อมกับกดกำลังซื้อและอุปสงค์ ซึ่งเป็นความเสี่ยงแบบ stagflation ที่รายงานหลายชิ้นหยิบยกหลังสงครามเริ่มขึ้น ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ หากลดดอกเบี้ยเร็วเกินไป ธนาคารกลางอาจเสียความน่าเชื่อถือด้านเงินเฟ้อ แต่ถ้าตึงนโยบายมากเกินไป ก็อาจซ้ำเติมเศรษฐกิจที่กำลังอ่อนแรง
แคนาดาเป็นตัวอย่างชัดเจนว่านี่ไม่ใช่โจทย์เงินเฟ้อเพียงด้านเดียว ธนาคารกลางแคนาดาคงดอกเบี้ยอ้างอิงที่ 2.25% เป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกันในช่วงปลายเมษายน พร้อมเตือนว่าความไม่แน่นอนจากสงครามอิหร่านและอนาคตของภาษีนำเข้าสหรัฐฯ อาจทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายขยับได้ทั้งขึ้นหรือลงในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
ท่าทีของธนาคารกลางแคนาดาจึงเป็นความระมัดระวังมากกว่าความแข็งกร้าว ในเดือนมีนาคม ธนาคารกลางระบุว่าสงครามเพิ่มชั้นความไม่แน่นอนใหม่ ราคาน้ำมันกำลังปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว และจะดันเงินเฟ้อในระยะสั้น แต่ก็ย้ำโจทย์ยากของธนาคารกลางว่า เศรษฐกิจที่อ่อนแรงควบคู่กับเงินเฟ้อสูงขึ้นทำให้นโยบายไม่มีเส้นทางง่าย ๆ
มุมมองเศรษฐกิจโลกของ Scotiabank สะท้อนท่าทีแบบมีเงื่อนไขเช่นกัน โดยสมมติฐานฐานของธนาคารคือความตึงเครียดจะผ่อนคลายราวกลางปี ราคาน้ำมันจะยังสูงผ่านไตรมาส 3 แล้วค่อย ๆ ลดลง พร้อมระบุว่าน้ำมันคือแหล่งความไม่แน่นอนหลัก และความเสี่ยงเงินเฟ้อเอียงขึ้น ภายใต้สมมติฐานแบบนี้ BoC สามารถคงดอกเบี้ยและรอดูว่าช็อกจะผ่านไปหรือไม่ แต่ถ้าน้ำมันยังสูงนาน เหตุผลในการลดดอกเบี้ยจะอ่อนลงมาก
เกาหลีใต้เผชิญแรงกดดันชัดที่สุดในกลุ่มประเทศที่กล่าวถึง เพราะช็อกน้ำมันเกิดพร้อมกับค่าเงินวอนอ่อน ธนาคารกลางเกาหลีใต้คงดอกเบี้ยอ้างอิงที่ 2.5% ในเดือนเมษายน เป็นการพักครั้งที่ 7 ติดต่อกัน โดยรายงานระบุว่าราคาผู้บริโภคอยู่เหนือ 2% จากต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น และเงินวอนอ่อนมาแถว 1,520 วอนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ สื่อเกาหลีอธิบายการเพิ่มขึ้นพร้อมกันของราคาน้ำมันและอัตราแลกเปลี่ยนวอนต่อดอลลาร์ว่าเป็น “ช็อกคู่” เพราะเงินวอนที่อ่อนทำให้พลังงานนำเข้ามีราคาแพงขึ้นเมื่อคิดเป็นเงินท้องถิ่น และอาจดันราคาผู้บริโภคในวงกว้าง
ข้อมูลเงินเฟ้อยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้ต้องระวัง เงินเฟ้อเกาหลีใต้เร่งขึ้นเร็วที่สุดในรอบ 21 เดือนในเดือนเมษายน โดยได้แรงดันจากราคาปิโตรเลียมที่พุ่งขึ้นหลังความขัดแย้งสหรัฐฯ–อิหร่านส่งผลต่อค่าขนส่ง การเดินทาง และค่าใช้จ่ายในครัวเรือน รายงาน Reuters ระบุว่าราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเพิ่มขึ้น 7.9% เมื่อเทียบเดือนก่อนหน้า และค่าโดยสารเครื่องบินระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น 13.5%
นี่คือเหตุผลที่ BOK อยู่ใกล้การถกเถียงแบบ “คงหรือขึ้น” มากกว่าธนาคารกลางรายใหญ่อื่น ๆ รองผู้ว่าการยู ซังแด ระบุว่า ถึงเวลาต้องพิจารณาหยุดลดดอกเบี้ยและขึ้นดอกเบี้ย และสัญญาณว่าการขึ้นดอกเบี้ยเป็นไปได้อาจปรากฏในการประชุมนโยบายการเงินเดือนพฤษภาคม นักเศรษฐศาสตร์ยังเตือนว่า หากราคาน้ำมันอยู่แถว 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายใต้ฉากทัศน์การหยุดชะงักยืดเยื้อของช่องแคบฮอร์มุซ BOK อาจเผชิญแรงกดดันให้ขึ้นดอกเบี้ยตั้งแต่ไตรมาส 3
โดยปกติ ธนาคารกลางอาจ “มองผ่าน” ราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น หากเชื่อว่าเป็นช็อกชั่วคราวและไม่ลุกลาม แต่ปัญหาในปี 2569 คือสงครามอิหร่านสร้างความเสี่ยงการส่งผ่านหลายช่องทางพร้อมกัน
เส้นทางกลับไปสู่การลดดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันและความคาดหวังเงินเฟ้อมากกว่าคำพูดของธนาคารกลาง หากความขัดแย้งคลี่คลาย เส้นทางขนส่งพลังงานกลับมานิ่ง และราคาพลังงานถอยลง เหตุผลในการลดดอกเบี้ยที่ถูกเลื่อนออกไปก็อาจกลับมาได้ ตัวอย่างเช่น สมมติฐานฐานของ Scotiabank มองว่าความตึงเครียดจะผ่อนคลายราวกลางปี น้ำมันยังสูงผ่านไตรมาส 3 แล้วค่อย ๆ ลดลง พร้อมคาดว่า Fed จะระวัง โดยลดดอกเบี้ยหนึ่งครั้งในปีนี้และอีกครั้งในปี 2027 ก่อนพักใกล้ระดับ 3.25%
แต่ถ้าช็อกยืดเยื้อ แผนที่นโยบายจะเปลี่ยนไป ยุโรปอาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้นให้กลับจากการผ่อนคลายไปสู่การขึ้นดอกเบี้ย โดยเฉพาะหากตลาดยังปรับราคาไปในทิศทางเงินเฟ้อสูงขึ้น แคนาดาอาจติดอยู่กับการคงดอกเบี้ยแบบดูข้อมูลไปทีละรอบ เพราะเจ้าหน้าที่ระบุแล้วว่าการตัดสินใจครั้งต่อไปอาจเป็นได้ทั้งขึ้นหรือลง ขึ้นอยู่กับสงครามอิหร่าน ราคาพลังงาน และภาษีนำเข้าจะพัฒนาอย่างไร
ส่วนเกาหลีใต้ยังเป็นประเทศที่เปราะบางที่สุดในกลุ่มนี้ เพราะเงินเฟ้อจากน้ำมันและค่าเงินวอนอ่อนเริ่มกระทบราคาแล้ว และเจ้าหน้าที่ BOK พูดอย่างเปิดเผยถึงความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ย
สรุปคือ วงจรลดดอกเบี้ยยังไม่ได้หายไป แต่ “ด่าน” ก่อนจะลดดอกเบี้ยสูงขึ้นมาก ตราบใดที่ธนาคารกลางยังไม่มั่นใจว่าช็อกราคาน้ำมันจากสงครามอิหร่านจะเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าคือพักก่อน แล้วค่อยลดทีหลัง
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ช่วงเมษายน–พฤษภาคม 2569 ธนาคารกลางรายใหญ่ส่วนใหญ่เลือกคงดอกเบี้ย แทนที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยตามที่ตลาดเคยคาด
ช่วงเมษายน–พฤษภาคม 2569 ธนาคารกลางรายใหญ่ส่วนใหญ่เลือกคงดอกเบี้ย แทนที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยตามที่ตลาดเคยคาด ความกังวลหลักคือเงินเฟ้อรอบสอง: น้ำมันแพงอาจดันค่าน้ำมัน ค่าขนส่ง ความคาดหวังเงินเฟ้อ และต้นทุนนำเข้า โดยเฉพาะประเทศที่ค่าเงินอ่อน
หากความขัดแย้งคลี่คลายและราคาน้ำมันถอยลง การลดดอกเบี้ยอาจกลับมาได้ แต่ถ้าการหยุดชะงักยืดเยื้อ ธนาคารกลางอาจต้องคงดอกเบี้ยนานขึ้นหรือกลับไปขึ้นดอกเบี้ย