ประเด็นนี้สำคัญที่สุดกับ AWS หรือ Amazon Web Services เพราะภายใต้ดีลเดิม Microsoft มีอำนาจควบคุมวิธีที่โมเดลของ OpenAI ถูกรันบนคลาวด์ และสามารถให้การเข้าถึงโมเดลได้กว้างที่สุด ส่วน Amazon และคู่แข่งคลาวด์รายอื่นมีเส้นทางที่จำกัดกว่า หรืออาจมีความเสี่ยงทางกฎหมาย ดีลใหม่จึงเปิดประตูให้ OpenAI ทำงานกับ Amazon และผู้ให้บริการรายอื่นได้ชัดขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคลาวด์จะได้สิทธิ์เท่ากันทุกโมเดลทันที
ใจกลางของการเปลี่ยนแปลงคือ Microsoft ไม่ได้มีสิทธิ์ผูกขาดเส้นทางคลาวด์ของ OpenAI อีกต่อไป OpenAI มีอิสระมากขึ้นในการใช้คลาวด์คู่แข่งและขายผ่านบริษัทอื่น ขณะเดียวกัน Microsoft ก็ยังคงเป็นผู้เล่นหลักในระบบนิเวศของ OpenAI
| ประเด็น | ผลเชิงปฏิบัติ |
|---|---|
| การเข้าถึงผ่านคลาวด์ | OpenAI ใช้แพลตฟอร์มคลาวด์อื่นและเสนอโมเดลผ่านผู้ให้บริการรายอื่นได้ เป็นการลดสิทธิ์ผูกขาดของ Microsoft ในช่องทางนี้ |
| บทบาทของ Azure | Microsoft ยังถูกรายงานว่าเป็นพันธมิตรคลาวด์หลักของ OpenAI และผลิตภัณฑ์ใหม่ของ OpenAI คาดว่าจะเปิดตัวบน Azure ก่อน |
| สิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา | Microsoft ยังมีไลเซนส์ใช้ IP ของ OpenAI สำหรับโมเดลและผลิตภัณฑ์ถึงปี 2032 แต่เป็นสิทธิ์แบบไม่ผูกขาด |
| เงื่อนไขทางเศรษฐกิจ | รายงานระบุว่า Microsoft ไม่ต้องแบ่งรายได้ให้ OpenAI แล้ว และเงื่อนไขเดิมที่เกี่ยวกับการหยุดจ่ายเงินหาก OpenAI บรรลุ AGI หรือปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป ถูกตัดออก |
| ดีลกับคลาวด์คู่แข่ง | การแก้ไขดีลช่วยลดความขัดแย้งเรื่องสิทธิ์ผูกขาดรอบดีล Amazon–OpenAI ที่มีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับการให้บางโมเดลของ OpenAI รันบน AWS |
พูดให้สั้นคือ Microsoft เสียสิทธิ์ผูกขาด แต่ไม่ได้เสียความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ความสัมพันธ์นี้ยืดหยุ่นขึ้น ขณะที่ Azure ยังมีสถานะได้เปรียบในระบบของ OpenAI
AWS คือธุรกิจคลาวด์ของ Amazon และเป็นคู่แข่งสำคัญของ Azure ในตลาดองค์กร เดิมทีโครงสร้าง Microsoft–OpenAI ทำให้เกิดแรงเสียดทานกับ Amazon อยู่แล้ว โดยมีรายงานถึงความเป็นไปได้ของข้อพิพาททางกฎหมายระหว่าง Microsoft, Amazon และ OpenAI จากดีลคลาวด์มูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ที่รวมแผนให้บางโมเดลของ OpenAI รันบน Amazon Web Services Ars Technica รายงานว่าดีลฉบับแก้ไขน่าจะทำให้ประเด็นทางกฎหมายนั้นหมดความสำคัญลง
เหตุผลเชิงธุรกิจเข้าใจไม่ยาก: ลูกค้าองค์กรจำนวนมากมีงานข้อมูล แอปพลิเคชัน และระบบ AI อยู่บน AWS อยู่แล้ว Ars Technica รายงานว่าเมโมถึงพนักงาน OpenAI ระบุว่าความสัมพันธ์กับ Microsoft เคยจำกัดความสามารถของ OpenAI ในการไปพบลูกค้าองค์กรในสภาพแวดล้อมที่ลูกค้าใช้อยู่ รวมถึงลูกค้าที่ใช้ Amazon Bedrock ซึ่งเป็นบริการ AI บน AWS
ดังนั้น AWS ได้ช่องทางขายและให้บริการที่สะอาดขึ้นในเชิงสัญญา แต่ผู้ใช้ AWS ไม่ควรตีความว่า OpenAI ทุกโมเดลจะพร้อมใช้งานทันที หรือจะมีเงื่อนไขเหมือนกับบน Azure รายงานที่มีอยู่ชี้เพียงว่าเส้นทางอนุญาตชัดขึ้น และมีแผนเกี่ยวกับบางโมเดล ไม่ใช่การยืนยันความเท่าเทียมแบบรุ่นต่อรุ่นในทุกผู้ให้บริการ
แม้ดีลจะเปิดทางหลายคลาวด์มากขึ้น Microsoft ยังฝังตัวอยู่ลึกในธุรกิจของ OpenAI รายงานระบุว่า Microsoft ยังเป็นพันธมิตรคลาวด์หลัก ผลิตภัณฑ์ใหม่ของ OpenAI คาดว่าจะเปิดตัวบน Azure ก่อน และสิทธิ์ใช้ IP ของ OpenAI ยังอยู่กับ Microsoft แบบไม่ผูกขาดถึงปี 2032 Constellation Research ยังอ้างถึงความร่วมมือต่อเนื่องของทั้งสองบริษัทในเรื่องกำลังการประมวลผลของศูนย์ข้อมูล ชิปรุ่นถัดไป ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และด้านอื่น ๆ
Microsoft เองก็มีเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ที่จะยอมรับโครงสร้างที่ผูกขาดน้อยลง Reuters รายงานว่า Microsoft กำลังลดการพึ่งพา OpenAI ด้วยการพัฒนาโมเดล AI ของตนเอง และนำโมเดลจากบริษัทอย่าง Anthropic เข้าไปใช้ใน Microsoft 365 Copilot สำหรับลูกค้าองค์กร
ในมุมเงินลงทุน Reuters ยังรายงานว่านักวิเคราะห์ของ Barclays มองว่าการแก้ไขดีลนี้เป็นบวกต่อ Microsoft เพราะอาจลดภาระที่ Microsoft ต้องรับในการสนับสนุนความต้องการศูนย์ข้อมูลทั้งหมดของ OpenAI ทำให้มีเงินทุนเหลือสำหรับ Copilot และกำลังการผลิตคลาวด์อื่น ๆ
อีกมุมหนึ่งคือกฎระเบียบ Reuters รายงานว่าการยุติความผูกขาดอาจช่วย Microsoft รับมือแรงตรวจสอบด้านการแข่งขันทางการค้าในสหราชอาณาจักร สหรัฐฯ และยุโรปเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับ OpenAI ได้ดีขึ้น
สิ่งที่ OpenAI ได้คืออิสระในสองเรื่องที่เป็นคอขวดของธุรกิจ AI ขนาดใหญ่: กำลังประมวลผลและช่องทางเข้าถึงลูกค้าองค์กร รายงานระบุว่าเงื่อนไขใหม่เปิดทางให้ OpenAI มีทางเลือกมากขึ้นในการหาทรัพยากรประมวลผลและสร้างพันธมิตรองค์กร
The Seattle Times ยังรายงานว่า OpenAI เดินหน้าหาดีลกับผู้ให้บริการคลาวด์หลายราย รวมถึง Amazon เพื่อรองรับความต้องการประมวลผลที่เพิ่มขึ้นสำหรับการสร้างและให้บริการซอฟต์แวร์ AI แก่ผู้ใช้วงกว้าง
ข้อดีคือ OpenAI ไม่ต้องพึ่งพาเส้นทางโครงสร้างพื้นฐานเดียวมากเท่าเดิม และสามารถเข้าหาลูกค้าในคลาวด์ที่ลูกค้าใช้อยู่แล้วได้ง่ายขึ้น แต่ข้อแลกเปลี่ยนคือความซับซ้อน: ในอนาคตผู้ซื้ออาจมีหลายทางในการใช้โมเดล OpenAI แต่แต่ละทางอาจต่างกันทั้งรุ่นโมเดลที่มีให้ใช้ เวลาการเปิดตัว การสนับสนุน เงื่อนไขด้านข้อมูล ราคา และภูมิภาคให้บริการ
ดีลใหม่นี้ทำให้การใช้ OpenAI แบบหลายคลาวด์เป็นไปได้มากขึ้น แต่ไม่ใช่เหตุผลให้รีบย้ายสถาปัตยกรรมทั้งหมดในชั่วข้ามคืน ก่อนจะสรุปว่า Azure, AWS, การเข้าถึง OpenAI โดยตรง หรือเส้นทางผ่านพาร์ตเนอร์รายอื่นใช้แทนกันได้ ควรตรวจสอบอย่างน้อยเรื่องเหล่านี้:
ดีล Microsoft–OpenAI ฉบับแก้ไขเปิดการกระจายโมเดลของ OpenAI ออกนอก Azure และทำให้ AWS เป็นผู้ได้ช่องที่ชัดที่สุดในกลุ่มคู่แข่งคลาวด์ แต่ Microsoft ยังไม่ใช่แค่ผู้ให้บริการรายหนึ่งในตลาด: Azure ยังถูกรายงานว่าเป็นพันธมิตรคลาวด์หลัก ผลิตภัณฑ์ใหม่คาดว่าจะเปิดตัวที่นั่นก่อน และ Microsoft ยังถือสิทธิ์ใช้ IP ของ OpenAI แบบไม่ผูกขาดถึงปี 2032
สำหรับองค์กร บทเรียนสำคัญไม่ใช่ว่าเลือกคลาวด์ไหนก็เหมือนกันหมด แต่คือทางเลือกเพิ่มขึ้น การตัดสินใจครั้งต่อไปควรลงไปถึงระดับโมเดลและการใช้งานจริง: ใช้โมเดลใด บนคลาวด์ใด ภายใต้เงื่อนไขข้อมูลแบบใด ซัพพอร์ตระดับไหน และต้นทุนรวมเป็นอย่างไร