Musk ขึ้นให้การต่อเนื่องเป็นวันที่สองในวันพุธ BBC รายงานว่าเขาแสดงท่าทีแข็งกร้าวระหว่างการซักค้านโดย William Savitt ทนายความของ OpenAI โดยช่วงหนึ่ง Musk กล่าวว่าคำถามของอีกฝ่าย “ไม่ง่าย” และดูเหมือนถูกออกแบบมาเพื่อหลอกล่อเขา
The Guardian รายงานว่าในวันที่สองของการให้การ Musk ย้ำข้อกล่าวหาว่า Altman “ขโมยองค์กรการกุศล” และบอกว่าตนเป็น “คนโง่” ที่เคยให้เงินสนับสนุน OpenAI
แม้ถ้อยคำในห้องพิจารณาจะดึงความสนใจได้มาก แต่แก่นของคดียังคงเป็นเรื่องเชิงโครงสร้าง: สถานะไม่แสวงกำไร คำมั่นตอนก่อตั้ง และการเปลี่ยนผ่านไปสู่โมเดลธุรกิจเชิงพาณิชย์ มีความขัดแย้งที่ตรวจสอบได้ทางกฎหมายหรือไม่
Business Insider รายงานว่า หนึ่งในหัวใจของคดีคือข้อกล่าวหาของ Musk ว่า Altman และผู้บริหารคนอื่น ๆ ทำให้เขาเชื่อว่า OpenAI จะคงสถานะไม่แสวงกำไร และจะพัฒนา AI เพื่อประโยชน์ของสาธารณะ ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว จนเขาบริจาคเงินให้ OpenAI ราว 38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เงินจำนวนนี้ทำให้คดีไม่ใช่แค่เรื่องบาดหมางระหว่างบุคคล หากแต่พาไปสู่คำถามเรื่องเงินบริจาค ความไว้วางใจ และความรับผิดขององค์กร หากผู้บริจาคสามารถพิสูจน์ได้ว่าตนให้เงินเพราะเชื่อในคำมั่นไม่แสวงกำไรที่เฉพาะเจาะจง ศาลก็ต้องพิจารณาว่าคำมั่นเหล่านั้นยังมีผลอย่างไรเมื่อองค์กรปรับโครงสร้างในเวลาต่อมา
ทิศทางของคำขอเยียวยาก็สะท้อนประเด็นนี้ CNBC รายงานว่า Musk เคยเรียกค่าเสียหายส่วนตัวสูงสุด 1.34 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ปัจจุบันขอให้ “ผลประโยชน์ที่ได้มาโดยมิชอบทั้งหมด” ถูกส่งมอบให้แก่องค์กรการกุศลของ OpenAI
NBC รายงานว่า ระหว่างขึ้นให้การวันที่สอง Musk กล่าวถึง OpenAI ว่า “They can’t have it both ways” หรือโดยใจความคือ OpenAI ไม่อาจได้ทั้งเงินทุนฟรีและภาพลักษณ์เชิงบวกจากการเป็นองค์กรการกุศลไม่แสวงกำไร แล้วขณะเดียวกันก็เปิดทางให้ตนเองหรือผู้มีส่วนได้เสียเอกชนได้รับประโยชน์อย่างมาก
ประโยคนี้สรุปข้อโต้แย้งหลักของ Musk ได้ชัดเจน: สถานะไม่แสวงกำไรไม่ควรเป็นเพียงบรรจุภัณฑ์ทางภาพลักษณ์ หากองค์กรใช้พันธกิจเพื่อสาธารณะในการดึงเงินทุน บุคลากร และความเชื่อมั่นจากสังคม แล้วภายหลังเปลี่ยนไปสู่โครงสร้างเชิงพาณิชย์มากขึ้น คำถามคือผู้สนับสนุนในช่วงแรกสามารถเรียกร้องความรับผิดได้หรือไม่
NBC รายงานว่า OpenAI เสร็จสิ้นการปรับโครงสร้างองค์กรในเดือนตุลาคม โดยเปลี่ยนจากโมเดล capped-profit ซึ่งเป็นแนวทางที่จำกัดผลตอบแทนบางส่วน ไปสู่โครงสร้างแสวงกำไรแบบดั้งเดิมมากขึ้น
ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ข้อกล่าวหาของ Musk มีฉากหลังที่ชัดขึ้น เพราะประเด็นไม่ได้หยุดอยู่ที่เรื่องเล่าตอนก่อตั้งในปี 2015 แต่โยงมาถึงทิศทางปัจจุบันของ OpenAI ว่ายังถูกกำกับโดยคำมั่นเรื่องไม่แสวงกำไรและสาธารณประโยชน์ในช่วงแรกหรือไม่
อย่างไรก็ตาม รายงานสาธารณะยังไม่ชี้ว่าศาลได้มีคำตัดสินสุดท้ายต่อข้อกล่าวหาหลักแล้ว การอ่านสถานการณ์ในตอนนี้จึงควรระวัง: ฝ่าย Musk กำลังพยายามร้อยการปรับโครงสร้างของ OpenAI เข้ากับคำมั่นตั้งแต่ยุคก่อตั้ง ส่วน OpenAI ยังคงปฏิเสธว่าคดีนี้มีมูล
ABC/AP รายงานว่า คำให้การที่ขัดแย้งกันของ Musk และ Altman คาดว่าจะเปิดให้เห็นบางส่วนของความคิดที่อยู่เบื้องหลังการแข่งขันด้าน AI ในยุคแรก รวมถึงเส้นทางที่มิตรภาพของทั้งคู่ค่อย ๆ คลี่คลายไปสู่ความแตกหัก
ด้วยเหตุนี้ ความสำคัญสาธารณะของคดีจึงไม่ได้อยู่แค่ว่าใครจะชนะ แต่คือการนำเส้นแบ่งอ่อนไหวของอุตสาหกรรม AI ขึ้นสู่ห้องพิจารณา เมื่อบริษัทใช้คำอย่าง “ความปลอดภัย” “สาธารณประโยชน์” หรือ “ประโยชน์ต่อมนุษยชาติ” เพื่อสร้างแรงสนับสนุน แล้วต่อมาพบมูลค่าทางธุรกิจมหาศาล ถ้อยคำเหล่านั้นยังมีผลด้านธรรมาภิบาลหรือกฎหมายเพียงใด
ณ ตอนนี้ สิ่งที่ปรากฏยังเป็นข้อกล่าวหาและข้อโต้แย้งของสองฝ่าย ไม่ใช่ข้อสรุปทางกฎหมาย แต่คดีได้ทำให้คำถามยากที่สุดข้อหนึ่งของธรรมาภิบาล AI เป็นรูปธรรมขึ้นมาแล้ว: พันธกิจเพื่อสาธารณะอาจช่วยให้องค์กรตั้งต้นได้ แต่เมื่อมูลค่าทางธุรกิจพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ถ้อยคำเรื่องพันธกิจเหล่านั้นยัง “นับ” อยู่หรือไม่ คือประเด็นที่ศาลต้องคลี่คลาย