| จุดเน้น |
| V3.2 ถูกนำเสนอรอบเรื่อง reasoning, thinking และ tool-use สำหรับ agent. |
| V4 เน้น context 1M token, สองรุ่นย่อย V4-Pro/V4-Flash และ agentic coding. |
| V4 น่าลองที่สุดกับ codebase ใหญ่ เอกสารยาว หรือ agent หลายขั้นตอน |
| สายโมเดล | changelog ระบุ DeepSeek-V3.2 และ DeepSeek-V3.2-Speciale. | V4 แยกเป็น DeepSeek-V4-Pro และ DeepSeek-V4-Flash. | ช่วยวางการทดสอบระหว่างรุ่นเน้นคุณภาพกับรุ่นเน้นความคุ้มค่าได้ชัดขึ้น |
จุดใหม่ที่โดดเด่นที่สุดของ DeepSeek V4 Preview คือ context 1M token. สำหรับงานจริง นี่มีผลมากกับกรณีที่ต้องส่งข้อมูลจำนวนมากเข้าโมเดลในครั้งเดียว เช่น หลายไฟล์ใน repository เดียวกัน เอกสารเทคนิคยาว ๆ log ระบบ ประวัติสนทนาที่ยืดออกไป หรือ workflow ของ agent ที่ต้องทำหลายขั้นตอนต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเข้าใจว่า long context เพิ่งเริ่มที่ V4 ก่อนหน้านี้ DeepSeek-V3.2-Exp ได้เปิดตัว DeepSeek Sparse Attention หรือ DSA ซึ่ง DeepSeek อธิบายว่าช่วยให้การ training และ inference บน long context มีประสิทธิภาพขึ้น. วิธีอ่านที่แม่นกว่าคือ V4 ทำให้ long context กลายเป็นแกนหลักของรุ่นใหม่ ส่วน V3.2-Exp เป็นก้าวทดลองสำคัญในทิศทางเดียวกัน.
ในยุค V3.2 เอกสาร changelog ระบุ DeepSeek-V3.2 และ DeepSeek-V3.2-Speciale. เมื่อมาถึง V4 หน้า Preview เปลี่ยนมาแบ่งเป็น DeepSeek-V4-Pro และ DeepSeek-V4-Flash.
ตามหน้า V4 Preview, V4-Pro มีพารามิเตอร์รวม 1.6T และ active parameters 49B ส่วน V4-Flash มีพารามิเตอร์รวม 284B และ active parameters 13B. ภาษาคนทำระบบคือ V4-Pro เหมาะเป็นตัวเลือกสำหรับงานยากที่อยากวัดคุณภาพสูงสุดในสาย V4 ขณะที่ V4-Flash เหมาะสำหรับทดสอบสมดุลระหว่างคุณภาพ latency ต้นทุน และ throughput เมื่อมีคำขอจำนวนมาก
ข้อควรระวังคือ อย่าเลือกโมเดลจากชื่อรุ่นอย่างเดียว ควรใช้ชุด prompt เดียวกัน ข้อมูลเดียวกัน token limit เดียวกัน และเกณฑ์ให้คะแนนเดียวกันกับ V3.2, V4-Flash และ V4-Pro ก่อนกำหนดว่าโมเดลใดควรเป็นค่าเริ่มต้นของระบบ
DeepSeek V3.2 เป็นรุ่นสำคัญสำหรับงาน agent อยู่แล้ว เพราะ release นี้เน้น thinking ที่ทำงานร่วมกับ tool-use. กล่าวอีกแบบคือ V3.2 ไม่ได้ถูกวางไว้แค่สำหรับตอบคำถามแบบรอบเดียว แต่ยังรองรับ flow ที่โมเดลต้อง reasoning เรียกเครื่องมือ อ่านผลลัพธ์ แล้วทำงานต่อ
V4 Preview เดินต่อในทางเดียวกัน แต่เน้นคำว่า agentic coding มากขึ้น หมายถึง workflow ที่โมเดลต้องอ่านบริบทของโค้ด วางแผน แก้ไข และประสานหลายขั้นตอน ไม่ใช่แค่สร้าง code snippet สั้น ๆ.
ดังนั้น ความต่างไม่ได้อยู่ที่ว่า V3.2 ทำ agent ไม่ได้ แล้ว V4 เพิ่งเริ่มทำ agent แต่ควรมองว่า V3.2 วางฐานด้าน reasoning และ tool-use ส่วน V4 พยายามขยายจุดนั้นไปสู่ coding-agent และ long-context workflow ที่หนักขึ้น.
DeepSeek เผยแพร่ benchmark และการวางตำแหน่งด้านประสิทธิภาพทั้งในหน้า V3.2 Release และ V4 Preview Release. นอกเหนือจากแหล่งทางการ ยังมีบทวิเคราะห์ทางเทคนิคภายนอกเกี่ยวกับโมเดล DeepSeek ตั้งแต่ V3 ถึง V3.2 ซึ่งมองว่า V3.2 น่าสนใจจากประสิทธิภาพและการมีรุ่น open-weight.
แต่ต้องอ่านอย่างระมัดระวัง แหล่งข้อมูลที่มีในประเด็นนี้ส่วนใหญ่ยังเป็น release note, เอกสาร API และบทวิเคราะห์ทางเทคนิคที่อิงข้อมูลประกาศสาธารณะ สิ่งเหล่านี้มีประโยชน์ในการจับทิศทางอัปเกรด แต่ยังแทน benchmark ภายในบน workload จริงของคุณไม่ได้.
สำหรับระบบ production คำถามที่ควรถามไม่ใช่ “รุ่นไหนใหม่กว่า” แต่คือ โมเดลใดทำงานดีกว่าบน prompt ของคุณ ข้อมูลของคุณ งบ token ของคุณ SLA ด้าน latency ของคุณ และมาตรวัดคุณภาพของคุณ ถ้ายังไม่ได้วัดตามเกณฑ์เหล่านี้ V4 ควรถูกมองเป็นผู้สมัครที่น่าทดลองมาก ไม่ใช่ตัวเลือก default ที่ควรเปลี่ยนทันที
V4 มาพร้อมการเปลี่ยนแปลงสำคัญในวิธีเรียกโมเดล DeepSeek ระบุในหน้า V4 Preview ว่า deepseek-chat และ deepseek-reasoner ตอนนี้ route ไปยัง deepseek-v4-flash ในโหมด non-thinking และ thinking ตามลำดับ และ alias สองชื่อนี้จะถูกเลิกใช้งานทั้งหมดหลัง 24 ก.ค. 2026 เวลา 15:59 UTC.
ประเด็นนี้สำคัญ เพราะเอกสาร API ก่อนหน้านี้ระบุว่า deepseek-chat และ deepseek-reasoner สอดคล้องกับ DeepSeek-V3.2. ถ้าระบบ production เรียก alias แทนที่จะระบุ model ID แบบชัดเจน พฤติกรรมของโมเดลอาจเปลี่ยนโดยที่คุณไม่ได้ควบคุมการเปลี่ยนเอง
ในแง่การเชื่อมต่อ เอกสาร DeepSeek API ระบุว่า API มีรูปแบบเข้ากันได้กับ OpenAI ทำให้ใช้ OpenAI SDK หรือซอฟต์แวร์ที่เข้ากันได้กับ OpenAI API ได้โดยปรับ endpoint. DeepSeek ยังมีเอกสาร Anthropic API compatibility ซึ่งระบุสถานะรองรับ field เช่น
max_tokens, stream, system, temperature และ thinking.
Checklist สำหรับ migration ควรมีอย่างน้อยดังนี้:
deepseek-chat, deepseek-reasoner หรือ model ID เฉพาะอยู่.ควรทดลอง V4 ถ้าคุณต้องการ context ยาวมาก กำลังสร้าง coding-agent ต้องการเทียบ V4-Pro สำหรับงานยาก หรืออยากประเมิน V4-Flash สำหรับ workload ที่มี request จำนวนมาก.
แต่ควรเก็บ V3.2 เป็น baseline ต่อไปก่อน หาก pipeline ปัจจุบันเสถียรแล้ว ยังไม่ต้องใช้ context 1M token หรือระบบ production ต้องการ benchmark ภายในเพิ่มก่อนเปลี่ยนโมเดล.