หลายคนคิดว่าการคัดลอกข้อความไปวางชั่วคราวไม่เหมือนการอัปโหลดเอกสาร แต่ในมุมการประมวลผลข้อมูล prompt และไฟล์แนบก็เป็นอินพุตของบริการได้ นโยบายความเป็นส่วนตัวของ OpenAI ระบุอย่างชัดเจนว่าเก็บ Personal Data ที่ผู้ใช้ให้ในอินพุตของบริการ รวมถึง prompts และเนื้อหาที่อัปโหลด
ดังนั้นหลักที่ควรใช้เสมอคือ data minimization หรือใส่ข้อมูลให้น้อยที่สุด: ถ้าไม่ต้องใช้ต้นฉบับก็อย่าใส่ ถ้าใช้สรุปได้ก็อย่าอัปโหลดทั้งไฟล์ และถ้าลบข้อมูลระบุตัวตนได้ก็ควรลบก่อน
OpenAI ระบุในหน้า enterprise privacy ว่าบริการสำหรับองค์กร เช่น ChatGPT Business, ChatGPT Enterprise และ API Platform ให้ลูกค้ามี ownership and control เหนือ business data และสามารถทำ DPA เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติตาม GDPR และกฎหมายความเป็นส่วนตัวอื่น ๆ ได้ ส่วนหน้า business data ของ OpenAI กล่าวถึงนโยบายการเก็บรักษาข้อมูล EKM และแนวทางคุ้มครองข้อมูลที่สนับสนุน GDPR, CCPA และกรอบความปลอดภัยหรือคอมพลายแอนซ์หลายรายการ
เครื่องมือเหล่านี้ช่วยจัดการความเสี่ยงได้ แต่บริษัทต้องกำหนดให้ชัดว่า ข้อมูลใดใช้ได้ ข้อมูลใดต้องลบตัวตนก่อน ข้อมูลใดห้ามใส่ ใครมีสิทธิใช้ และถ้าเกิดความผิดพลาดต้องแจ้งหรือบันทึกอย่างไร
แม้เครื่องมือ AI จะมีการควบคุมระดับองค์กร ข้อมูลบางประเภทอาจยังถูกจำกัดด้วยสัญญาลูกค้า ข้อกำหนดในอุตสาหกรรม หรือข้อกำหนดรักษาความลับภายในองค์กร คำถามจึงไม่ใช่แค่ AI ช่วยงานนี้ได้ไหม แต่คือข้อมูลชุดนี้ควรออกจากสภาพแวดล้อมที่ควบคุมอยู่เดิมหรือไม่
ถ้าข้อมูลสามารถระบุตัวบุคคลหรือลูกค้าได้โดยตรงหรือโดยอ้อม ให้ถือว่าเสี่ยงสูงไว้ก่อน ในทางปฏิบัติ ควรลบชื่อ เบอร์โทร อีเมล ที่อยู่ เลขบัญชี เลขคำสั่งซื้อ เลขเคส เลขประจำตัว และข้อมูลการชำระเงิน ก่อนตัดสินใจว่าจะยังจำเป็นต้องใส่ใน AI หรือไม่ หลักนี้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่า prompt เป็นอินพุตของบริการและอาจมี Personal Data ได้
แม้ไม่มีข้อมูลส่วนบุคคล ข้อความนั้นก็อาจเป็นข้อมูลธุรกิจที่ไม่ควรออกนอกระบบ เช่น ราคา เงื่อนไขสัญญา รายได้ที่ยังไม่ประกาศ กระบวนการภายใน แผนสินค้า หรือรายชื่อลูกค้า อย่าใส่ต้นฉบับลงในเครื่องมือที่ยังไม่ได้รับอนุมัติเพียงเพราะต้องการให้ AI ช่วยจัดรูปประโยคหรือสรุปเนื้อหา
บัญชีส่วนตัว เครื่องมือฟรี หรือบริการ AI ภายนอกที่ยังไม่ผ่านการอนุมัติ ไม่ควรถูกใช้เป็นที่ประมวลผลข้อมูลบริษัท หากงานจำเป็นต้องใช้ business data ควรใช้เครื่องมือที่องค์กรอนุมัติ มีสัญญาและการควบคุมที่เหมาะสม และตรวจสอบเรื่อง DPA นโยบายการเก็บรักษาข้อมูล EKM หรือการควบคุมอื่น ๆ ตามข้อกำหนดของบริษัท
หลายงานไม่ต้องใช้ข้อมูลดิบทั้งหมด เช่น การร่างคำตอบลูกค้ามักต้องการแค่ประเด็นร้องเรียน น้ำเสียงที่ต้องการ และขั้นตอนถัดไปที่บริษัทอนุญาตให้เสนอ ไม่จำเป็นต้องมีชื่อจริง เบอร์โทร ที่อยู่ เลขคำสั่งซื้อ หรือสัญญาฉบับเต็มเสมอไป
ขั้นที่ 1: ดูนโยบายบริษัทก่อน ตรวจสอบว่าบริษัทมีแนวทางใช้ AI การจัดชั้นข้อมูล ข้อจำกัดในสัญญาลูกค้า หรือข้อกำหนดด้านคอมพลายแอนซ์หรือไม่ ถ้าไม่แน่ใจ อย่าตัดสินเองว่าไม่น่ามีปัญหา
ขั้นที่ 2: จัดประเภทข้อมูลก่อนใส่ ถามให้ชัดว่ามีข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลลูกค้า ความลับภายใน สัญญา การเงิน การชำระเงิน ข้อมูลระบุตัวตน หรือข้อมูลอ่อนไหวอื่นหรือไม่ ถ้าคำตอบคือมีหรือไม่แน่ใจ ให้ถือว่าเสี่ยงสูง
ขั้นที่ 3: ลดข้อมูลและลบตัวตน ไม่ต้องใส่ต้นฉบับก็อย่าใส่ ใช้สรุปแทนไฟล์เต็ม ใช้ชื่อสมมติแทนชื่อจริง แทนที่ชื่อบุคคล ชื่อบริษัท เบอร์โทร อีเมล ที่อยู่ เลขบัญชี เลขคำสั่งซื้อ และเลขเคสด้วยคำกลาง ๆ เช่น ลูกค้า A, ผู้ขาย B หรือคำสั่งซื้อ 123
ขั้นที่ 4: ข้อมูลเสี่ยงสูงต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อนุมัติ หากจำเป็นต้องประมวลผล business data ให้ใช้โซลูชันองค์กรที่บริษัทอนุมัติและมีการควบคุมด้านสัญญาและการบริหาร เช่น DPA นโยบายการเก็บรักษาข้อมูล หรือ EKM ตามความเหมาะสม
ขั้นที่ 5: สงสัยให้ยกระดับเรื่อง หากเกี่ยวข้องกับลูกค้า พนักงาน ข้อมูลระบุตัวตน การชำระเงิน สุขภาพ สัญญา การเงิน หรือกลยุทธ์ที่ยังไม่เปิดเผย ให้ถาม IT กฎหมาย คอมพลายแอนซ์ หรือหัวหน้าก่อนใช้ AI
ไม่แนะนำให้ใส่แบบนี้:
นี่คืออีเมลร้องเรียนฉบับเต็มของลูกค้า พร้อมเบอร์โทร ที่อยู่ เลขคำสั่งซื้อ และเนื้อหาสัญญา ช่วยเขียนคำตอบให้หน่อย
เขียนให้ปลอดภัยกว่าคือ:
นี่คือสรุปข้อร้องเรียนที่ลบข้อมูลระบุตัวตนแล้ว: ลูกค้า A ระบุว่าสินค้าส่งล่าช้า 10 วัน และขอคืนเงิน ช่วยร่างอีเมลตอบกลับที่สุภาพ ยอมรับปัญหา และเสนอขั้นตอนถัดไป โดยอย่าเพิ่มข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ให้มา
การเขียนแบบหลังไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงเป็นศูนย์ แต่ช่วยลดการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลบริษัทที่ไม่จำเป็น เมื่อคำนึงว่านโยบายความเป็นส่วนตัวของ OpenAI ระบุว่า OpenAI เก็บ Personal Data ที่ผู้ใช้ให้ในอินพุตของบริการ การลดข้อมูลตั้งแต่ต้นจึงเป็นหลักความปลอดภัยพื้นฐาน
ไม่ได้ บัญชีองค์กรหรือ API อาจให้การควบคุมด้านสัญญา การเก็บรักษาข้อมูล และการบริหารมากกว่า OpenAI ระบุว่าบริการองค์กรให้ลูกค้ามี ownership and control เหนือ business data และสามารถทำ DPA เพื่อสนับสนุน GDPR และกฎหมายความเป็นส่วนตัวอื่น ๆ ได้ OpenAI ยังกล่าวถึง EKM นโยบายการเก็บรักษาข้อมูล และแนวทางคุ้มครองข้อมูลที่สนับสนุน GDPR, CCPA และกรอบความปลอดภัยหรือคอมพลายแอนซ์หลายรายการ
แต่การควบคุมระดับองค์กรเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการจัดการความเสี่ยง บริษัทต้องตัดสินเองว่าข้อมูลใดใส่ได้ ข้อมูลใดต้องลบตัวตนก่อน ข้อมูลใดห้ามใส่ ใครมีสิทธิใช้ และหากเกิดเหตุผิดพลาดต้องบันทึกหรือรายงานอย่างไร
ประโยคจำง่ายคือ ข้อมูลสาธารณะและความเสี่ยงต่ำอาจใช้ AI ได้ตามนโยบาย แต่ถ้าเกี่ยวกับลูกค้า สัญญา การเงิน ข้อมูลระบุตัวตน การชำระเงิน ข้อมูลธุรกิจที่ยังไม่เปิดเผย หรือความลับบริษัท อย่าวางต้นฉบับลงในเครื่องมือทั่วไปหรือเครื่องมือที่ยังไม่ได้รับอนุมัติ ให้ลดข้อมูล ลบตัวตน และใช้เฉพาะสภาพแวดล้อมที่องค์กรควบคุมได้
Comments
0 comments