คำว่าโมเดลของตัวเองมีอย่างน้อยสองชั้น
ชั้นแรกคือโมเดลท้องถิ่น: พัฒนา ปรับแต่ง หรือ deploy โดยสถาบันในฮ่องกง และออกแบบให้รองรับงานของภาครัฐ การศึกษา การเงิน หรือองค์กรในบริบทฮ่องกง หลักฐานที่เปิดเผยต่อสาธารณะทำให้ HKGAI V1, HKPilot และการวิจัย LLM ท้องถิ่นของ HKGAI อยู่ในกลุ่มนี้
ชั้นที่สองคือโมเดลฐานแนวหน้า หรือ frontier foundation model ที่ฝึกตั้งแต่ศูนย์ในระดับ pre-training ขนาดใหญ่ มีหลักฐานด้านกำลังประมวลผล ข้อมูล ชุดทดสอบ และความสามารถเชิงพาณิชย์พอจะเทียบกับผู้เล่นระดับโลก ข้อมูลที่มีในตอนนี้พูดชัดเจนกว่าเรื่อง HKGAI V1, HKPilot, ศูนย์ซูเปอร์คอมพิวติ้ง AISC และนโยบาย AI Plus เพื่อกระจายการใช้งาน AI แต่ยังไม่พิสูจน์ว่าฮ่องกงมีโมเดลประเภทหลังแบบอิสระครบวงจรแล้ว
HKGAI V1 คือกรณีที่ชัดที่สุดในเวลานี้ HKUST ระบุว่า บุคลากรและนักศึกษาของมหาวิทยาลัยสามารถเข้าถึง HKGAI V1 ได้ฟรี และเรียกโมเดลนี้ว่า LLM ตัวแรกของฮ่องกงที่พัฒนาในท้องถิ่น โดย HKGAI เป็นผู้พัฒนา ก่อนหน้านี้โมเดลนี้เปิดให้ข้าราชการทดลองใช้ และ HKUST เป็นมหาวิทยาลัยท้องถิ่นแห่งแรกที่เข้าร่วมทดลองใช้
แต่คำว่า “พัฒนาในท้องถิ่น” ไม่ได้เท่ากับ “ฝึกตั้งแต่ศูนย์ทั้งหมด” โดยอัตโนมัติ เอกสารของสภานิติบัญญัติฮ่องกงระบุว่า HKGAI V1 เปิดตัวในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 และมีรายงานว่าโมเดลนี้สร้างขึ้นจากการทำ full-parameter fine-tuning บน DeepSeek รวมถึงการฝึกต่อเนื่อง
ประโยคที่แม่นยำกว่าจึงไม่ใช่ “ฮ่องกงมี ChatGPT ของตัวเองเต็มรูปแบบแล้ว” แต่คือ “ฮ่องกงมีทีมท้องถิ่นที่พัฒนาและนำ LLM ไปใช้กับบริบทฮ่องกงแล้ว ส่วนระดับความเป็นโมเดลฐานอิสระครบวงจรยังต้องดูหลักฐานเพิ่ม”
จะประเมินระบบนิเวศ AI ไม่ควรดูแค่ชื่อโมเดล ต้องดูด้วยว่ามีงานจริงให้ใช้หรือไม่
ฝั่งภาครัฐมีสัญญาณค่อนข้างชัด HKPilot ซึ่งเป็น copilot สำหรับประมวลผลเอกสารด้วย generative AI ถูกทดลองใช้ในหน่วยงานรัฐบาลมากกว่า 70 แห่ง และเอกสารอีกฉบับของรัฐบาลระบุว่า HKGAI กำลังวิจัยและพัฒนาโมเดลฐานแบบโอเพนซอร์สหลายชุด รวมถึง LLM ท้องถิ่นและ HKPilot ที่สร้างบน LLM ดังกล่าว
ในภาคการศึกษา HKUST เปิดให้บุคลากรและนักศึกษาใช้ฟรี และระบุว่าตนเป็นมหาวิทยาลัยท้องถิ่นแห่งแรกที่ทดลองใช้ HKGAI V1
ส่วนภาคการเงิน Hong Kong Monetary Authority หรือ HKMA ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลการเงินของฮ่องกง ได้ประกาศ cohort ที่สองของ GenA.I. Sandbox ทำให้การทดลอง generative AI ในสภาพแวดล้อมการเงินที่ถูกกำกับดูแลมีช่องทางทางการมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงนี้บอกได้เพียงว่าการทดลอง AI ในการเงินกำลังเป็นระบบมากขึ้น ไม่ได้แปลว่าทุกกรณีทดลองใช้ HKGAI V1
จุดที่น่าจับตาไม่ใช่แค่ว่าฮ่องกงจะมี “GPT เวอร์ชันฮ่องกง” หรือไม่ แต่คือมีกำลังประมวลผล เงินทุน ผู้พัฒนา บริษัท และโจทย์ใช้งานจริงเดินไปพร้อมกันหรือเปล่า
สำนักงานนวัตกรรม เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมของฮ่องกงระบุว่า ระยะแรกของ Artificial Intelligence Supercomputing Centre หรือ AISC ที่ Cyberport เริ่มดำเนินงานในเดือนธันวาคม 2024 เพื่อรองรับความต้องการกำลังประมวลผลในท้องถิ่น และเพิ่มขีดความสามารถด้านวิจัยและพัฒนาในหลายสาขาเทคโนโลยี
Cyberport ยังระบุว่า งบประมาณปี 2024-25 จัดสรร 3,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง เพื่อดำเนินมาตรการสนับสนุน AI แบบหลายทางเป็นระยะเวลาสามปีสำหรับระบบนิเวศ AI ของฮ่องกง
ด้านอุปสงค์ South China Morning Post รายงานโดยอ้าง Cyberport ว่า ทรัพยากรซูเปอร์คอมพิวติ้งด้าน AI ของฮ่องกงถูกใช้งานไปแล้วมากกว่า 90% ตัวเลขนี้เป็นสัญญาณที่ดีว่ามีความต้องการกำลังประมวลผลจริง แต่ไม่ควรนำไปสรุปต่อว่า ฮ่องกงพิสูจน์ความสามารถในการฝึก frontier model ระดับโลกตั้งแต่ศูนย์แล้ว
ด้านบริษัทและอุตสาหกรรม เอกสารของสภานิติบัญญัติระบุว่า ตั้งแต่ปี 2023 รัฐบาลได้ช่วยให้บริษัทนวัตกรรมและเทคโนโลยีชั้นนำหรือมีศักยภาพราว 500 บริษัทเข้ามาตั้งหรือขยายธุรกิจในฮ่องกง ครอบคลุมอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น เทคโนโลยีชีวภาพและสุขภาพ AI และหุ่นยนต์ การผลิตขั้นสูง และพลังงานใหม่
Cyberport ระบุด้วยว่าชุมชนของตนมีสตาร์ทอัพด้าน AI และ big data ราว 400 ราย ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าทุกบริษัทกำลังสร้างโมเดลฐานของตัวเอง แต่ช่วยรองรับข้อสรุปที่ระมัดระวังว่า ระบบนิเวศ AI ของฮ่องกงกำลังก่อตัว
ในคำตอบต่อสภานิติบัญญัติ รัฐบาลฮ่องกงกล่าวถึงทิศทาง AI Plus ตาม Policy Address ปี 2025 ว่าต้องการขยายการใช้งาน AI เพื่อเสริมศักยภาพอุตสาหกรรม พร้อมกับต่อยอดจุดแข็งของฮ่องกงด้านการวิจัย AI บุคลากร เงินทุน และข้อมูล
ภาษานโยบายนี้สำคัญ เพราะสะท้อนแนวทางที่เน้นการนำ AI ไปใช้ในอุตสาหกรรม บริการภาครัฐ งานวิจัย และกระบวนการธุรกิจ มากกว่าการเดิมพันทั้งหมดกับการแข่งขันว่าใครมีโมเดลขนาดใหญ่ที่สุดเพียงอย่างเดียว
จากข้อมูลสาธารณะที่มีในตอนนี้ โจทย์ที่เห็นสัญญาณนำร่องชัด ได้แก่ copilot สำหรับงานเอกสารภาครัฐ การใช้งานในมหาวิทยาลัย sandbox สำหรับการเงิน และความต้องการกำลังประมวลผลรอบ AISC
ดังนั้น โอกาสระยะสั้นของฮ่องกงอาจไม่ได้อยู่ที่การฝึกโมเดลยักษ์ระดับโลกขึ้นมาใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการสร้างแอปพลิเคชันที่ deploy ได้จริง เชื่อมต่อกับระบบองค์กรได้ และแก้ปัญหากระบวนการเฉพาะอุตสาหกรรมได้ดี นี่ไม่ได้หมายความว่างานวิจัยโมเดลฐานไม่สำคัญ แต่เมื่อดูจากโครงการที่เปิดเผย เส้นทางที่เด่นกว่าคือการเดินพร้อมกันของโมเดลท้องถิ่น โครงสร้างพื้นฐานกำลังประมวลผล และการใช้งานแนวดิ่ง
ถ้า “โมเดลของตัวเอง” หมายถึง LLM ที่ทีมท้องถิ่นพัฒนา ปรับใช้ และนำไปทดลองในบริบทของฮ่องกง คำตอบคือมีแล้วในระดับเริ่มต้น และ HKGAI V1 เป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุด
ถ้าถามว่าฮ่องกงมีระบบนิเวศ AI ในประเทศหรือไม่ คำตอบก็เอนมาทางมี: AISC, งบสนับสนุน AI 3,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง, HKPilot ในหน่วยงานรัฐบาลมากกว่า 70 แห่ง, การทดลองใช้ใน HKUST, GenA.I. Sandbox ของ HKMA และสตาร์ทอัพ AI/big data ที่ Cyberport ล้วนเป็นหลักฐานที่ตรวจสอบได้
แต่ถ้าหมายถึงโมเดลฐานที่พัฒนาเองครบวงจร ฝึกตั้งแต่ศูนย์ และแข่งขันกับ frontier model ระดับโลกได้โดยตรง หลักฐานสาธารณะในปัจจุบันยังไม่พอ ข้อสรุปที่แม่นยำที่สุดคือ ฮ่องกงกำลังสร้างระบบนิเวศ AI ที่มีโมเดลท้องถิ่น โครงสร้างพื้นฐานซูเปอร์คอมพิวติ้ง และแอปพลิเคชันแนวดิ่งเป็นแกนกลาง โดย HKGAI V1 เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ แต่ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการแข่งขันโมเดลฐานระดับโลก