ตลาดหุ้นทั่วโลกซื้อขายที่ระดับสูงเป็นประวัติการณ์ แต่พื้นฐานกลับเปราะบาง เพราะแรงซื้อที่ผ่านมาถูกขับเคลื่อนด้วยความหวังเรื่องข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ อิหร่านเป็นหลัก [1][2] Barclays มองว่า หากสัญญาสันติภาพที่แท้จริงเกิดขึ้นและราคาน้ำมันดิ่งลง ตลาดหุ้นยุโรปจะเป็นผู้ชนะรายใหญ่ที่สุด เนื่องจากนักลงทุนยังมีสถานะลงทุนในภูมิ...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: According to Barclays strategists, why do equity markets feel "toppish" yet still have upside potential if a U.S.-Iran peace deal materializ. Article summary: According to Barclays strategists, equity markets feel "toppish" because global stocks are hovering near record highs largely on **expectations** of a U.S.-Iran agreement, but the rally has stalled as initial ceasefire o. Topic tags: general, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "Ajay Rajadhyaksha, Barclays' global chairman of research, says the equity market's rally was not just a result of investors experiencing FOMO" source context "Barclays on what the markets have underestimated amid the Iran war" Reference image 2: visual subject "# Market Outlook: Stocks gain as U.S. and Iran weigh
แม้ว่าตลาดหุ้นทั่วโลกจะเคลื่อนไหวใกล้จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่บรรยากาศการลงทุนกลับเต็มไปด้วยความเปราะบางและความรู้สึก 'ไปต่อไม่ไหว' นักกลยุทธ์จาก Barclays มองว่า การไต่ระดับขึ้นมาสู่จุดสูงสุดครั้งนี้ ถูกขับเคลื่อนด้วย 'ความหวัง' มากกว่า 'ปัจจัยพื้นฐาน' นั่นคือความคาดหวังว่าสหรัฐอเมริกาและอิหร่านจะสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพร่วมกันได้ ทว่าเมื่อความหวังนั้นเริ่มจางลงเพราะไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม แรงส่งให้ตลาดขึ้นต่อจึงถูกจำกัด และการจะทะลุกรอบต่อไปได้ จำเป็นต้องอาศัยหมัดเด็ดจากการเจรจาที่สำเร็จจริงเท่านั้น
ผลลัพธ์คือสภาวะตลาดที่ "toppish" หรือ "เต็มเพดาน" ตึงตัวจากการเก็งกำไรล่วงหน้า แต่กลับไร้ปัจจัยหนุนใหม่ที่จะทำให้การขึ้นรอบต่อไปดูสมเหตุสมผล อย่างไรก็ดี Barclays มองเห็นความไม่สมดุลครั้งสำคัญ หากสัญญาสันติภาพเกิดขึ้นจริง ผู้ชนะรายใหญ่ที่สุดอาจไม่ใช่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ขึ้นนำมาก่อนหน้านี้ แต่เป็น ตลาดหุ้นยุโรป ที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัวรออยู่
Barclays บรรยายสภาพแวดล้อมการลงทุนในปัจจุบันว่าเป็น "ดุลยภาพที่เปราะบาง" (Flimsy Equilibrium) เพราะความสัมพันธ์แบบดั้งเดิมที่ "ราคาน้ำมันขึ้น หุ้นลง" ได้พังทลายไปตั้งแต่มีการหยุดยิงชั่วคราวในเดือนเมษายน หุ้นยังคงปรับตัวขึ้นได้แม้ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงจากความเสี่ยงในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านสำคัญของน้ำมันโลก สร้างแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจชะงักงันและเงินเฟ้อ (Stagflation) ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ภาวะนี้ถูกพยุงไว้ด้วยแนวคิด "TINA" (There Is No Alternative - ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากหุ้น) ประกอบกับผลประกอบการที่แข็งแกร่งและความคาดหวังเงินเฟ้อที่สูงขึ้น นักลงทุนจึงแห่กันเข้าซื้อหุ้นสหรัฐฯ ทิ้งห่างสินทรัพย์อื่นๆ ทั้งพันธบัตร ทองคำ และหุ้นต่างประเทศ ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq 100 ต่างก็ทำจุดสูงสุดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากแรงส่งนี้ แต่รากฐานกลับแคบอย่างน่าใจหาย ตลาด "แกว่งตัวไปมาตามทุกข่าวเกี่ยวกับอิหร่าน" และได้ "ตีราคา" (Price In) ผลลัพธ์ที่ค่อนข้างดีไว้แล้วทั้งที่มันยังไม่เกิดขึ้นจริง
กระแสความคึกคักที่เกิดขึ้นจากการหยุดยิงสองสัปดาห์ในเดือนเมษายน ซึ่งทำให้ดัชนี Stoxx Europe 600 พุ่งขึ้น 3.5% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นในวันเดียวครั้งใหญ่ที่สุดในรอบปี ก็ได้มลายหายไปเมื่อการเจรจาสะดุดลง หากปราศจากหนทางสู่การลดระดับความตึงเครียดที่ชัดเจน ดุลยภาพที่ค้ำจุนหุ้นไว้ในระดับสูงเช่นนี้ ก็ยังคงตั้งอยู่บนความเสี่ยง
แม้ตลาดจะอยู่จุดสูงสุด แต่ Barclays กลับมองว่าตลาดยังไม่ได้ตีราคาความเป็นไปได้ของสัญญาสันติภาพที่แท้จริงไว้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดนอกสหรัฐอเมริกา นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ เม็ดเงินลงทุนจำนวนมากไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และน้ำมันอย่างไม่สมส่วน ทิ้งให้หุ้นต่างประเทศ พันธบัตร และทองคำ วิ่งตามอยู่ล้าหลัง
ช่องว่างของสถานะการลงทุนนี้ เปรียบเหมือน "สปริงที่ถูกกดอัด" หากมีข้อตกลงที่ยั่งยืนและราคาน้ำมันย้อนกลับลงมา สินทรัพย์ที่เคยตามหลังน้ำย่อมมีโอกาสที่จะถูกตีราคาใหม่ (Repricing) อย่างรุนแรง นักกลยุทธ์ของ Barclays นำโดย Emmanuel Cau ระบุว่า ตลาดได้แสดงให้เห็นถึงความอ่อนไหวในจุดนี้แล้ว หุ้นฟื้นตัวกลับขึ้นมากว่าสองในสามของช่วงที่ร่วงลงไปจากสงคราม ในการดีดตัวจากการหยุดยิงเดือนเมษายน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก Short Squeeze หรือการทบยอดขาดทุนของนักลงทุนที่เปิดสถานะขายชอร์ต
สัญญาณสำคัญจะมาจากตลาดน้ำมัน Barclays ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปี 2026 ขึ้นเป็น 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล พร้อมเตือนว่า ยิ่งการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อนานเท่าใด แรงกระแทกด้านราคาก็จะยิ่งรุนแรงและยาวนานมากขึ้นเท่านั้น ตลาดสะท้อนความวิตกนี้ผ่านการเคลื่อนไหวของราคา เช่นในวันที่ 25 พฤษภาคม ราคาน้ำมันเบรนท์ร่วงลงประมาณ 6% มาที่ 97.55 ดอลลาร์ จากความหวังสันติภาพ สะท้อนให้เห็นว่าดัชนีหุ้นและราคาน้ำมันดิบถูกผูกติดกับเส้นเวลาทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างแนบแน่นเพียงใด
สัญญาสันติภาพแท้จริงที่จะปลดล็อกช่องแคบฮอร์มุซ จึงมีแนวโน้มสูงที่จะกดราคาน้ำมันให้ต่ำลง ขจัดอุปสรรคสำคัญของเศรษฐกิจโลก
ภูมิภาคที่มีโอกาสรับประโยชน์สูงสุดจากสถานการณ์นี้คือ ยุโรป นับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้นขึ้น นักลงทุนเทน้ำหนักไปที่หุ้นและน้ำมันของสหรัฐฯ จนสถานะการลงทุนในหุ้นยุโรปอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ภาวะที่มีสถานะน้อยเกินไป (Under-positioned) นี้เอง หมายความว่าเมื่อใดที่ความรู้สึกของตลาดเปลี่ยนทิศทาง อาจจุดชนวนให้เกิดแรงซื้อมหาศาล ดังที่เคยเห็นมาแล้วจากการพุ่งขึ้น 3.5% อย่างฉับพลันของหุ้นยุโรปจากข่าวหยุดยิงในเดือนเมษายน
บทวิเคราะห์ของ Barclays ชี้ให้เห็นปัจจัยหนุน 3 ประการ:
ความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมัน: ยุโรปเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ข้อตกลงสันติภาพที่จะทำให้ราคาน้ำมันลดลง จะส่งผลดีต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนและการใช้จ่ายของผู้บริโภคในยุโรปอย่างไม่สมส่วนเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ซึ่งมีสัดส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานในดัชนีมากกว่า ก่อนหน้านี้ Barclays เตือนว่าราคาน้ำมันที่เกิน 100 ดอลลาร์อาจฉุดให้การเติบโตของกำไรบริษัทยุโรปเหลือเพียงหลักหน่วยต้นๆ การขจัดแรงกดดันนั้นออกไปจะส่งผลในทางตรงกันข้ามที่ทวีคูณยิ่งขึ้น
ความไม่สมดุลของสถานะการลงทุน: ช่องว่างระหว่างกระแสเงินลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ และยุโรปตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้น หมายความว่ามีเม็ดเงินจำนวนมากรออยู่นอกตลาดยุโรป สัญญาสันติภาพอาจทำให้เกิด "Short Squeeze อย่างรุนแรง" เมื่อนักลงทุนที่เดิมพันขาลงต้องรีบซื้อคืน และนักลงทุนที่ลดน้ำหนักการลงทุนในยุโรปต้องรีบกลับเข้าสะสม
มูลค่าหุ้นและทิศทางวัฏจักรเศรษฐกิจ: ก่อนสถานการณ์ตึงเครียดจะปะทุ Barclays เคยมองว่าหุ้นยุโรปเสนอ "โอกาสทำกำไรขาขึ้นในราคาถูก" โดยมีจุดเด่นที่หุ้นกลุ่ม Value และหุ้นวัฏจักร ซึ่งได้ประโยชน์จากแนวโน้มเงินเฟ้อที่กลับมา ภูมิภาคนี้พึ่งพากระแส AI ที่ขับเคลื่อนมูลค่าหุ้นสหรัฐฯ น้อยกว่า ทำให้การฟื้นตัวของยุโรปผูกโยงกับการคลี่คลายของความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานในสัดส่วนที่สูงกว่า
เส้นทางนับจากนี้ขึ้นอยู่กับว่าผลการเจรจาจะนำไปสู่ข้อตกลงที่ยั่งยืน หรือเป็นเพียงการยืดเวลาหยุดยิงที่เปราะบางไปอีกครั้ง นักวิเคราะห์ของ Barclays เตือนว่าตลาดกำลังตีราคาความน่าจะเป็นของภาวะพลังงานสะดุดครั้งใหญ่ไว้เพียงประมาณ 25% โดยดัชนีหุ้นโลกปรับตัวลงจากจุดสูงสุดเพียงประมาณ 3% เท่านั้น นั่นชี้ว่านักลงทุนกำลังเดิมพันกับผลลัพธ์แบบประคับประคอง – แต่พื้นที่สำหรับความผิดหวังก็ยังคงมีอยู่มาก
สำหรับนักลงทุน สัญญาณสำคัญที่ต้องจับตา ได้แก่ ปฏิกิริยาของราคาน้ำมันต่อหัวข้อข่าวการเจรจา, ผลการดำเนินงานของตลาดฟิวเจอร์สยุโรปเทียบกับดัชนีสหรัฐฯ เมื่อมีข่าวบวกด้านสันติภาพ, และความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ดังที่ Barclays กล่าวไว้ ตลาดไม่ได้ซื้อขายปัจจัยพื้นฐานอีกต่อไปแล้ว – มันกำลังซื้อขาย "เส้นเวลาของสงคราม" และเมื่อนาฬิกานั้นหยุดเดิน การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่สุดอาจมาจากสินทรัพย์ที่รอคอยมันมานานที่สุด
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ตลาดหุ้นทั่วโลกซื้อขายที่ระดับสูงเป็นประวัติการณ์ แต่พื้นฐานกลับเปราะบาง เพราะแรงซื้อที่ผ่านมาถูกขับเคลื่อนด้วยความหวังเรื่องข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ อิหร่านเป็นหลัก [1][2]
ตลาดหุ้นทั่วโลกซื้อขายที่ระดับสูงเป็นประวัติการณ์ แต่พื้นฐานกลับเปราะบาง เพราะแรงซื้อที่ผ่านมาถูกขับเคลื่อนด้วยความหวังเรื่องข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ อิหร่านเป็นหลัก [1][2] Barclays มองว่า หากสัญญาสันติภาพที่แท้จริงเกิดขึ้นและราคาน้ำมันดิ่งลง ตลาดหุ้นยุโรปจะเป็นผู้ชนะรายใหญ่ที่สุด เนื่องจากนักลงทุนยังมีสถานะลงทุนในภูมิภาคนี้น้อยมากเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ [5][11]
ตัวเร่งสำคัญคือการสิ้นสุดของภาวะชะงักงันในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะฉุดราคาน้ำมันดิบเบรนท์ลงจากระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลที่ Barclays คาดการณ์ไว้ หนุนเศรษฐกิจและกำไรบริษัทในยุโรปซึ่งเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ [41][50]