| การส่งออกเดือนเมษายน 2569 | ราว 1.23 ล้านบาร์เรลต่อวัน | เพิ่มขึ้น 14% และสูงสุดในรอบกว่า 7 ปี |
| ส่งออกตรงไปสหรัฐฯ | ราว 445,000 บาร์เรลต่อวัน | สหรัฐฯ เป็นปลายทางหลัก สูงกว่าเดือนมีนาคมที่ราว 363,000 บาร์เรลต่อวัน |
| ส่งออกไปอินเดีย | ราว 374,000 บาร์เรลต่อวัน | เพิ่มจากเดือนมีนาคมที่ราว 342,000 บาร์เรลต่อวัน |
| ยุโรป | มีการส่งออกเพิ่มขึ้น | รายงานระบุว่าเป็นหนึ่งในตลาดที่ช่วยดันยอด แต่ข้อมูลที่เห็นไม่ได้แจกแจงตัวเลขครบเท่าสหรัฐฯ และอินเดีย |
ภาพรวมจากตัวเลขเหล่านี้คือ เวเนซุเอลาขายออกได้มากขึ้นเพราะมีปลายทางและผู้ซื้อที่พร้อมรับน้ำมันมากขึ้น ไม่ควรตีความแบบง่ายเกินไปว่าอุตสาหกรรมน้ำมันทั้งระบบฟื้นตัวเต็มที่ในทันที
รายงานระบุว่าใบอนุญาตของสหรัฐฯ ที่ผ่อนข้อจำกัดจากมาตรการคว่ำบาตรในปีนี้ เมื่อรวมกับข้อตกลงจัดหาใหม่ ทำให้พันธมิตรร่วมทุนของ PDVSA และบริษัทค้าโภคภัณฑ์ เช่น Vitol และ Trafigura สามารถรับน้ำมันจากรัฐวิสาหกิจเวเนซุเอลา แล้วนำไปขายให้โรงกลั่นในสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชียได้
สำหรับตลาดน้ำมัน การมีน้ำมันอยู่ในประเทศยังไม่พอ สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือใครรับซื้อได้ ใครจัดเรือได้ ใครทำธุรกรรมได้ และปลายทางไหนมีโรงกลั่นที่ต้องการน้ำมันชนิดนั้น เมื่อข้อจำกัดบางส่วนคลายลงและข้อตกลงการขายชัดขึ้น การส่งออกจึงขยับขึ้นได้เร็ว
สหรัฐฯ เป็นจุดหมายหลักของน้ำมันเวเนซุเอลาในเดือนเมษายน โดยมีการส่งออกตรงราว 445,000 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มจากราว 363,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนมีนาคม
อีกเหตุผลที่ทำให้ตลาดสหรัฐฯ มีน้ำหนักคือ โรงกลั่นบางแห่งบริเวณชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐฯ สามารถรองรับน้ำมันดิบหนักของเวเนซุเอลาได้ รายงานของ Whalesbook จึงชี้ว่าการส่งออกที่เพิ่มไปยังโรงกลั่นกลุ่มนี้มีส่วนเปลี่ยนทิศทางการค้าในช่วงที่เส้นทางส่งออกกลับมาเปิดมากขึ้น
อินเดียเป็นอีกตลาดที่ดูดซับน้ำมันเวเนซุเอลาเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เดือนเมษายน เวเนซุเอลาส่งออกไปอินเดียราว 374,000 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มจากราว 342,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนมีนาคม
ตัวเลขนี้สะท้อนว่าแรงซื้อไม่ได้มาจากสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียว แต่มีโรงกลั่นในเอเชียเข้ามารับน้ำมันมากขึ้นด้วย โดยรายงานระบุว่าบริษัทค้าโภคภัณฑ์สามารถนำ cargo ของ PDVSA ไปขายให้โรงกลั่นในสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชียได้ภายใต้เงื่อนไขใหม่
ยุโรปถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในตลาดที่ช่วยผลักดันการส่งออกเดือนเมษายนให้สูงขึ้น และรายงานระบุว่าบริษัทค้าสามารถขายน้ำมันของ PDVSA ให้โรงกลั่นยุโรปได้
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ปรากฏไม่ได้ให้ตัวเลขปลายทางยุโรปแบบละเอียดเท่ากับสหรัฐฯ และอินเดีย ดังนั้นการสรุปควรอยู่ในกรอบว่า “ยุโรปซื้อเพิ่ม” มากกว่าจะจัดอันดับหรือระบุขนาดการเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
ยังสรุปแบบนั้นไม่ได้ เดือนเมษายนเป็นสัญญาณว่าการค้าน้ำมันของเวเนซุเอลากลับมาคึกคักขึ้นมาก แต่หลักฐานที่รายงานเน้นคือการผ่อนเงื่อนไขด้านใบอนุญาต การมีข้อตกลงจัดหาใหม่ การกลับมาของบริษัทค้าโภคภัณฑ์ และคำสั่งซื้อจากตลาดหลักที่เพิ่มขึ้น
พูดอีกแบบคือ ตัวเลขนี้สนับสนุนเรื่อง “ช่องทางส่งออกกลับมา” และ “ผู้ซื้อกลับมา” มากกว่าจะพิสูจน์ได้ทันทีว่าแหล่งผลิต ท่อส่ง การลงทุนต้นน้ำ และกำลังผลิตระยะยาวของเวเนซุเอลาฟื้นสมบูรณ์แล้ว การส่งออกน้ำมันสามารถแกว่งได้จากเงื่อนไขคว่ำบาตร สต็อกที่มีอยู่ ตารางเรือ และความต้องการของโรงกลั่น จึงต้องดูต่อเนื่องอีกหลายเดือนว่าระดับการส่งออกใกล้ 1.23 ล้านบาร์เรลต่อวันจะรักษาไว้ได้หรือไม่
เหตุผลหลักที่เวเนซุเอลาส่งออกน้ำมันเดือนเมษายน 2569 สูงสุดในรอบกว่า 7 ปี คือช่องทางค้ากลับมาเปิดกว้างขึ้นจากใบอนุญาตของสหรัฐฯ ที่ผ่อนข้อจำกัด บวกกับข้อตกลงจัดหาใหม่ ทำให้พันธมิตรของ PDVSA และบริษัทค้าโภคภัณฑ์รับน้ำมันไปขายต่อได้ง่ายขึ้น
ปลายทางที่สำคัญที่สุดคือสหรัฐฯ ตามด้วยอินเดียในฐานะตลาดใหญ่ที่ซื้อเพิ่ม ส่วนยุโรปก็ถูกระบุว่ามีการนำเข้ามากขึ้นเช่นกัน ดังนั้น ประเด็นสำคัญของเดือนเมษายนไม่ใช่แค่น้ำมันมีมากขึ้น แต่คือเส้นทางส่งออก คนกลางทางการค้า และผู้ซื้อปลายทางกลับมาทำงานพร้อมกันมากขึ้น