พูดให้สั้นคือ หากกระแส AI ย้อนกลับ ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่แค่หน้าจอราคาหุ้น แต่อาจไปถึงไซต์ก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ คำสั่งซื้อชิป สัญญาพลังงาน ซัพพลายเชนเทคโนโลยี และตลาดสินเชื่อ
ถ้าหุ้น AI คลาวด์ เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และสตาร์ทอัพที่ขายเรื่อง AI ถูกปรับมูลค่าลงรวมกัน 2 ล้านล้านดอลลาร์ สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือการตีราคาใหม่ของสินทรัพย์ ไม่ใช่การที่ผลผลิตทางเศรษฐกิจหายไปทันที 2 ล้านล้านดอลลาร์
แต่การตีราคาใหม่ก็มีผลต่อเศรษฐกิจจริงได้ หากความเสียหายกระจายไปถึงครัวเรือน กองทุนบำเหน็จบำนาญ หรือกองทุนลงทุน ความรู้สึกมั่งคั่งและความกล้ารับความเสี่ยงย่อมลดลง รายงานของ Futu News ที่อ้างมุมมองของ IMF ระบุว่า การปรับฐานของมูลค่าหุ้นเทคโนโลยีอาจทำให้ความมั่งคั่งของครัวเรือนลดลงได้
ฝั่งบริษัทนอกตลาดก็เปราะบางไม่แพ้กัน World Economic Forum อธิบายว่า ในช่วงเกิดฟองสบู่ บริษัทเกิดใหม่ที่สามารถติดป้ายว่าตัวเองเกี่ยวข้องกับ AI มักระดมทุนได้ด้วยต้นทุนต่ำ และมีบทบาทนำในการผลักดันการลงทุนในเศรษฐกิจจริง เมื่อมูลค่าถูกตัดลง รอบระดมทุนถัดไปจะยากขึ้น การจ้างงานอาจหยุด และแผนขยายธุรกิจที่เคยตั้งอยู่บนเงินทุนราคาถูกก็อาจถูกพับเก็บ
จุดที่กระทบ GDP มากที่สุดไม่ใช่ตัวเลขมูลค่าหุ้นที่หายไป แต่คือรายจ่ายลงทุน หรือ capex ที่อาจหยุดชะงัก
IMF ระบุว่าการลงทุน IT ที่พุ่งขึ้น โดยเฉพาะ AI เป็นแรงหนุนสำคัญต่อการลงทุนธุรกิจและกิจกรรมเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และแม้กระแสนี้จะกระจุกตัวในสหรัฐฯ แต่ก็ส่งแรงบวกต่อการส่งออกเทคโนโลยีของเอเชียด้วย หากความต้องการ AI ถอยลง แผนลงทุนในเซิร์ฟเวอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ซอฟต์แวร์ และระบบไฟฟ้าที่เคยขยายตามกระแส AI ก็อาจถูกเลื่อน ลดขนาด หรือยกเลิก
ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัด การก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ช่วยดัน GDP และสร้างงาน แต่ World Economic Forum เตือนว่าในสภาพแวดล้อมแบบฟองสบู่ ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจหลังสร้างเสร็จอาจต่ำกว่าที่คาดไว้ ระหว่างก่อสร้างมันช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ แต่ถ้ารายได้จริงและการใช้งานจริงไม่ถึงเป้า การลงทุนรอบต่อไปก็อาจหดแรง
รายงานที่อ้างการวิเคราะห์ของ IMF ระบุว่า หากการลงทุน AI ลดลง การเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจถูกกดลงประมาณ 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้ไม่ใช่การนำมูลค่าตลาดที่หายไปมาแปลงเป็น GDP ตรง ๆ แต่เป็นผลผ่านการลงทุนที่ชะลอ ราคาสินทรัพย์ที่ปรับฐาน และความเชื่อมั่นที่ลดลง
การแตกของฟองสบู่ AI จะจบลงเป็นเพียงการปรับฐานหุ้นที่เจ็บปวด หรือกลายเป็นความปั่นป่วนทางการเงินที่ลึกกว่าเดิม ขึ้นอยู่กับคำเดียว: เลเวอเรจ หรือการใช้หนี้
ถ้ากระแส AI ส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยหุ้นและเงินร่วมลงทุน ความเสียหายจะกระจุกอยู่กับผู้ถือหุ้น นักลงทุน venture capital และพนักงานที่ถือหุ้นหรือออปชันของบริษัท แต่ถ้าโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาดใหญ่พึ่งพาหนี้จำนวนมาก ปัญหาจะไม่ใช่แค่ราคาหุ้นตก แต่เป็นความสามารถในการชำระหนี้
Oliver Wyman อ้างประมาณการของ J.P. Morgan ว่า การพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ โครงการพลังงาน และซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องกับ AI จะต้องใช้เงินมากกว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์ระหว่างปัจจุบันถึงปี 2030 บทความเดียวกันยังชี้ว่า สัดส่วนที่มากขึ้นของการลงทุนเหล่านี้ถูกระดมผ่านหนี้ และบางส่วนอยู่ในโครงสร้างนอกงบดุลของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่มีเงินสดมาก
หากรายได้จากโครงการไม่พอ มูลค่าหลักประกันลดลง และการรีไฟแนนซ์ทำได้ยาก ผู้ปล่อยกู้จะระวังตัวมากขึ้น ผลที่น่ากลัวคือภาวะสินเชื่อตึงตัว ซึ่งอาจลามจากธุรกิจ AI ไปถึงบริษัทอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ AI โดยตรง
| ฉากทัศน์ | สิ่งที่เกิดขึ้น | ความหมายต่อเศรษฐกิจ |
|---|---|---|
| ปรับมูลค่า | หุ้น AI และมูลค่าสตาร์ทอัพนอกตลาดลดลง | นักลงทุนเจ็บหนัก แต่ถ้าเลเวอเรจไม่สูง ผลต่อระบบการเงินอาจจำกัดกว่า บทวิเคราะห์ตลาดบางส่วนเปรียบความเสี่ยงปัจจุบันกับยุคดอตคอม |
| การลงทุนสะดุด | ดาต้าเซ็นเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ ซอฟต์แวร์ และโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าถูกเลื่อนหรือลดขนาด | การลงทุน การจ้างงาน และซัพพลายเชนอ่อนแรง กดการเติบโตของ GDP ผ่านช่องทางเศรษฐกิจจริง |
| สินเชื่อหดตัว | โครงการโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่พึ่งพาหนี้เริ่มมีปัญหาขาดทุนหรือรีไฟแนนซ์ไม่ได้ | ผู้ให้กู้เข้มงวดขึ้น ต้นทุนเงินทุนสูงขึ้น และความลำบากในการหาเงินอาจลามไปยังธุรกิจนอก AI |
แรงกระแทกด้านแรงงานมักเริ่มจากบริษัทที่จ้างคนบนสมมติฐานว่าการเติบโตจะสูงต่อเนื่อง เช่น สตาร์ทอัพ AI ซอฟต์แวร์ คลาวด์ และเซมิคอนดักเตอร์ จากนั้นจึงลามไปยังธุรกิจที่อยู่รอบการลงทุน AI เช่น งานก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น ผู้ผลิตอุปกรณ์ และผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง
เหตุผลคือความต้องการ AI เคยช่วยดันอุปสงค์ต่อเซิร์ฟเวอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ซอฟต์แวร์ และโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า และการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เองก็เป็นกิจกรรมที่สร้างงานในช่วงลงทุน เมื่อแผนลงทุนหยุดหรือถูกลดขนาด แรงกดดันต่อการจ้างงานจึงไม่ได้จำกัดอยู่ในบริษัท AI เพียงอย่างเดียว
สิ่งสำคัญคือต้องแยกฟองสบู่ทางการเงินออกจากคุณค่าของเทคโนโลยี การประเมินมูลค่าที่แพงเกินไปและโครงการที่ไม่คุ้มทุนอาจถูกล้างออกจากระบบ แต่การใช้ AI ที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความเร็ว หรือยกระดับผลิตภาพจริงอาจยังเดินหน้าต่อ
มุมมองฝั่งบวกที่ World Economic Forum นำเสนอคือ งานวิจัยบางส่วนประเมินว่า AI อาจทำงานมูลค่ารวม 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ ได้ แต่คำสำคัญคืออาจ นี่เป็นศักยภาพของงาน ไม่ใช่การรับประกันว่าทุกดอลลาร์จะกลายเป็นกำไรหรือผลิตภาพที่วัดได้จริง
หลังฟองสบู่แตก ตลาดมักแยกของจริงออกจากของที่ขายฝันได้ชัดขึ้น AI ที่ช่วยธุรกิจทำเงินหรือประหยัดต้นทุนจะมีโอกาสรอด ส่วน AI ที่ต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานแพงมากแต่สร้างรายได้ไม่พอ จะถูกตั้งคำถามหนักขึ้น
ถ้าจะประเมินว่าการแตกของฟองสบู่ AI กระทบเศรษฐกิจหนักแค่ไหน การดูราคาหุ้นเทคโนโลยีอย่างเดียวไม่พอ ควรจับตาอย่างน้อย 6 เรื่องนี้
สรุปแล้ว ฟองสบู่ AI มูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์แตก ไม่ได้แปลว่า GDP จะหายไปเท่ากัน แต่ในเมื่อกระแส AI กำลังหนุนการลงทุน IT ดาต้าเซ็นเตอร์ พลังงาน และซัพพลายเชน การย้อนกลับของกระแสนี้ย่อมกระทบเศรษฐกิจจริงได้ ส่วนจะลุกลามเป็นปัญหาการเงินรุนแรงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสองเรื่องใหญ่: โครงสร้างพื้นฐาน AI ถูกค้ำด้วยหนี้มากแค่ไหน และ AI สามารถเปลี่ยนศักยภาพด้านงานให้เป็นกำไรหรือผลิตภาพจริงได้เพียงใด